วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ยาสีฟันสมุนไพรธรรมชาติ สุขภาพช่องปากที่เราเลือกเองได้

ยาสีฟันสมุนไพรธรรมชาติ สุขภาพช่องปากที่เราเลือกเองได้ 


          รอยยิ้มพิมพ์ใจมักจะมาควบคู่กับฟันขาวสะอาดเสมอ ความสะอาดในช่องปาก เหงือกและฟันจึงมีความจำเป็นยิ่ง นอกจากนี้ เหงือกและฟันยังเป็นอวัยวะช่วยในการย่อยอาหารที่สำคัญ  เมื่อเกิดปัญหากลิ่นปาก เหงือกอักเสบในช่องปากย่อมกระทบกับการทำงานในระบบที่เกี่ยวเนื่องกันได้
          เมื่อย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ของการใช้แปรงสีฟันและยาสีฟันพบว่ามีมานานกว่า 2,500 ปีแล้ว เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศจีน โดยใช้ขนหมูมัดติดกับไม้ไผ่ใช้แปรงฟัน ส่วนในอินเดียจะใช้กิ่งข่อยแปรง เช่นเดียวกับประเทศไทยใช้กิ่งข่อยและกิ่งสีฟันคนทาแปรงฟัน
    
          ยาสีฟันเก่าแก่และโบราณที่สุดในโลก ได้แก่ เกลือ คนโบราณจึงใช้เกลืออมบ้วนปากและแปรงฟัน ต่อมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ในการทำความสะอาดช่องปากเจริญรุดหน้า เราจึงได้เห็นแปรงสีฟันในรูปแบบต่าง ๆ เช่นที่พบในปัจจุบัน ส่วนยาสีฟันก็ไม่แตกต่าง มีการค้นพบสารซักฟอกที่ใช้ในการทำความสะอาด ยาสีฟันในปัจจุบันจึงมีทั้งฟอง รสชาติต่าง ๆ กลิ่นที่แตกต่างกันไป
    
          ยาสีฟันในปัจจุบันมีบทบาทสำคัญต่อการทำความสะอาดฟัน เพราะสารขัดถูและสารทำความสะอาด ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักที่จะช่วยขจัดคราบฟันได้ดี และทำให้ฟันขาวสะอาด และยังมีสารตัวอื่น ๆ เพิ่มลงไปเพื่อช่วยเสริมในการดูแลปากและฟัน เช่น ฟลูออไรด์ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของผิวฟัน สารฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ช่วยลดจำนวนเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก เป็นต้น
    
          ทำไมเราต้องใส่ใจว่ายาสีฟันนั้นเป็นแบบธรรมชาติหรือไม่ เพราะส่วนผสมของยาสีฟันทั่วไปนั้นจะมีสารซักฟอกเป็นส่วนประกอบ ซึ่งในระยะยาวแล้วสารเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แตกต่างจากการใช้ยาสีฟันธรรมชาติที่จะไม่มีสารซักฟอกทิ้งสารตกค้างไว้ในร่างกาย และยังสามารถเพิ่มสรรพคุณโดยการเลือกใช้สมุนไพรที่หาได้ง่ายมาเป็นส่วนประกอบของยาสีฟัน ซึ่งเราสามารถเลือกเองได้
    

ยาสีฟัน


ส่วนประกอบหลักของยาสีฟันทั่วไปและธรรมชาติโดยทั่วไป จะประกอบด้วย

           สารขัดถู ทำหน้าที่ขัดถูผิวฟัน ขจัดเศษอาหาร คราบที่ติดอยู่บนผิวฟัน ในยาสีฟันทั่วไปใช้แคลเซียมคาร์บอเนตเป็นตัวการขัดถู ส่วนยาสีฟันธรรมชาติ ก็จะใช้แคลเซียมคาร์บอเนต และเกลือแกง ผงฟูหรือโซเดียมคาร์บอเนต 

           สารทำความสะอาด ทำหน้าที่เพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาดฟัน สารที่ใช้เป็นสารลดแรงตึงผิว เช่น สบู่ หรือสารซักฟอก ใช้แปรงฟันแล้วเกิดฟอง สารนี้จะไม่เป็นพิษ ไม่ระคายเคืองต่อเยื่อบุในช่องปาก ยาสีฟันทั่วไปใช้สารซักฟอก ตัวที่นิยมคือสาร SLS (Sodium Lauryl Sulfate ) ใช้ได้ไม่เกิน 2% แต่สำหรับในยาสีฟันธรรมชาตินี้จะใช้ผงสบู่ ไม่เกิน 1-2% หรือเกลือแกง ก็สามารถช่วยทำความสะอาดได้เช่นกัน

           สารฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ทำหน้าที่ช่วยลดแบคทีเรียในช่องปาก ในยาสีฟันทั่วไป มักจะใช้สารไตรโคลซาน(Triclosan) ที่เป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ในสบู่ยา ส่วนในยาสีฟันธรรมชาติจะใช้ผงฟู (โซเดียมไบคาร์บอเนต) สมุนไพรต่าง ๆ ที่บดเป็นผงและน้ำมันหอมระเหย เช่น อบเชย กานพลู เป็นต้น 

           สารเพิ่มความชุ่มชื้น ใช้เฉพาะในยาสีฟันที่เป็นครีม ในยาสีฟัน สารเพิ่มความหวาน เพื่อให้รสหวานในยาสีฟัน ไม่ได้เป็นสารจำเป็นแต่อย่างใด ในกรณีที่จะใช้ก็จะใช้กลีเซอรีน หรือซอร์บีทอล
    
           สารปรุงแต่งกลิ่นและสี ในยาสีฟันธรรมชาติ จะใช้น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดจากพืชสมุนไพร นอกจากช่วยแต่งกลิ่นและรสของยาสีฟันแล้ว ยังเพิ่มสรรพคุณในการป้องกันรักษาโรคในช่องปากด้วย เช่น น้ำมันหอมระเหยสะระแหน่ ผงอบเชย ผงกานพลู เป็นต้น 

           ฟลูออไรด์ (Fluoride) เป็นสารที่ช่วยทำให้เคลือบฟันแข็งแรง ป้องกันฟันผุ ฟลูออไรด์ที่ใช้คือ โซเดียมฟลูออไรด์ หรือโซเดียมโมโนฟลูไรฟอสเฟต ต้องใช้ในปริมาณเจือจางมาก ๆ มีข้อควรระวังในการใช้สำหรับเด็กต่ำกว่า 6 ปี ใช้แล้วต้องบ้วนน้ำมาก ๆ ไม่ควรกลืน สำหรับยาสีฟันธรรมชาติจะไม่ใส่
    



ในส่วนของตัวยาสมุนไพรไทยนั้น มีหลายตัวที่มีสรรพคุณที่ใช้กับเหงือกและฟันได้ดี ได้แก่ 



สมุนไพร


           เกลือ เป็นสารทำความสะอาดเหงือกและฟัน 

           ข่อย แก้อาการปวดฟัน รักษารำมะนาด  (ใช้เปลือกหรือกิ่งข่อย) 

           สะระแหน่ สารให้ความเย็น ทำให้ช่องปากหอมสดชื่น 

           อบเชย มีกลิ่นหอม รสหวาน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ 

           กานพลู รสเผ็ดร้อน ฆ่าเชื้อโรคและเป็นยาชา ใช้ดับกลิ่นปาก แก้เลือดออกตามไรฟัน และแก้โรครำมะนาด 

           ผักคราดหัวแหวน รสเอียนเบื่อ แก้ปวดฟัน แก้อักเสบรักษาแผลในปาก รำมะนาด 

           แก้ว ใช้ส่วนของใบ มีรสร้อนเผ็ดขมสุขุม แก้อาการปวดฟัน 



สมุนไพร

           สีฟันคนทา ใช้เปลือกหรือกิ่ง ช่วยให้รากฟันแข็งแรงทนทาน 

           เทียนข้าวเปลือก กลิ่นหอม มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ 

           เทียนตากบ กลิ่นหอม มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ 

           เทียนสัตตบุษย์ รสหวาน กลิ่นหอม มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ 

           โป๊ยกั๊ก กลิ่นหอม แต่งกลิ่น 

           กระวานเทศ กลิ่นหอมฉุน แต่งกลิ่น 


การทำยาสีฟันสมุนไพรธรรมชาติใช้เอง

           1. เตรียมส่วนผสม เช่น เกลือ ผงฟู (โซเดียมไบคาร์บอเนต) แคลเซียมคาร์บอเนต ข่อย กานพลู น้ำมันสะระแหน่

           2. นำส่วนผสมเทใส่ถ้วยคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน

           3. เมื่อคลุกจนเข้ากันดีแล้วเติมกานพลู ข่อย ลงไปแล้ว คลุกให้เข้ากัน

           4. เมื่อคลุกจนเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว จึงค่อย ๆ หยดน้ำมันสะระแหน่เติมลงไป จากนั้นก็คลุกจนเข้ากัน แล้วก็บรรจุใส่ภาชนะไว้ใช้
    
          การหันมาปรุงยาสีฟันไว้ใช้เอง ประโยชน์คือเรากำหนดสรรพคุณของวัตถุดิบได้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เราสามารถหลีกเลี่ยงไม่ใช้สารเคมีปรุงแต่ง และเมื่อเทียบราคากับยาสีฟันในท้องตลาดแล้วราคาถูกกว่ามาก สำคัญที่สุดคือสุขภาพของช่องปากของเราที่เลือกเองได้ตามต้องการ

ผงซักฟอก มีให้เลือกเยอะเหลือเกิน แล้วมันแตกต่างกันอย่างไรมาดูกัน


ตอนนี้เวลาไปเดินเลือกซื้อผงซักฟอกหรือน้ำยาซักผ้าสำหรับเครื่องซักผ้า ไม่ว่าจะเป็นผงซักฟอกสำหรับเครื่องฝาหน้า หรือเครื่องซักผ้าแบบฝาบน ที่ชั้นสินค้าในห้างฯ มันมีให้เลือกเยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อ หรือชนิด บางทีก็เลยเกิดความสงสัยว่ามันต่างกันอย่างไง แล้วเราใช้ผิดประเภทจะเป็นอะไรไหม ทำให้ผมมาหาข้อมูลว่าแต่ละชนิดมันต่างกันอย่างไร เรามาเริ่มกันที่เรื่องราคาก่อนเลย

ผงซักฟอก ราคาถูกกับแพงมันต่างกันอย่างไง


ผงซักฟอกราคาถูก มีโอกาสผสมแป้งมามากกว่า - เมื่อมีแป้งเยอะๆ ทำให้เวลาที่เราใช้งานจริงๆ ต้องเทมากกว่ามาก เพื่อให้สะอาดเท่ากับผงซักฟอกราคาแพง อันนี้ผมลองกับผงซักฟอกซักมือ เอามาแช่ผ้าเช็ดเท้าครับ ทำให้รู้ว่าถ้าของแพงน่ะ ใส่น้อยกว่าเยอะเลย แช่แปปเดียว น้ำก็ดำแล้ว แต่ของถูกนี้ ต้องเทเยอะมากแถมยังต้องแช่ไว้หลายคืนเลยกว่าน้ำจะเริ่มดำ

ข้อเสียที่สำคัญ เมื่อผสมแป้งเยอะ - ถ้าคุณใช้งานผงซักฟอกที่ผสมแป้ง จะทำให้เครื่องซักผ้าของคุณอาจจะมีคราบแป้งเกาะได้ง่ายๆ ทำให้ต้องล้างเครื่องซักผ้าบ่อยๆครับ


ผงซักฟอกราคาแพง ผ้ามีกลิ่นหอม - มักจะมีกลิ่นที่หอมกว่า เพราะอาจจะผสมกลิ่นเข้าไปด้วย ทำให้เวลาซักกลิ่นก็เลยหอมกว่า แต่ว่าราคาก็แพงกว่า

ผงซักฟอกชนิดต่างๆ

ผงซักฟอกแบบฝาหน้า - ชนิดผงซักฟอกฝาหน้าจะมีฟองน้อยที่สุด แต่ว่ามีฤทธิ์กัดมือแรงที่สุด ที่สำคัญคือ ถ้าคุณนำผงซักฟอกชนิดอื่นๆมาใช้กับเครื่องซักผ้าแบบฝาหน้าล่ะก็ มันมีโอกาสเกิดฟองล้นกันได้ง่ายๆเลยครับ เพราะผมเคยใช้ผิดมาแล้ว ฮ่าๆๆๆๆ พอฟองเยอะๆเนี่ย เครื่องซักผ้าก็ล้างฟองได้ไม่หมด เลยซักผ้าไม่สะอาดต้องซักน้ำเปล่าอีกรอบ
แต่ถ้าคุณนำผงซักฟอกของฝาหน้าไปใช้กับเครื่องซักผ้าฝาบน ก็สามารถใช้ได้แต่เพราะว่าปริมาณน้ำในการซักไม่เท่ากัน ผมก็ไม่ทราบว่าต้องใส่ผงซักฟอกเพิ่มขึ้นเยอะไหม ทางดีก็ควรใช้ให้ถูกประเภทครับ
ผงซักฟอกซักมือ -  ถนอมมือคุณมากที่สุด และผงซักฟอกแบบนี้จะมีฟองมากที่สุด ถ้าคุณนำไปซักกับเครื่องซักผ้าฝาหน้าจะมีปัญหาฟองล้นกันได้ง่ายๆเลย และเวลาฟองล้นเนี่ยจะทำให้เครื่องซักผ้าเสียกันได้ง่ายๆเลย เพราะว่าแผงวงจรจะพังก่อนเพื่อน
ผงซักฟอกแบบฝาบน - ผงซักฟอกแบบฝาบน จะเกิดฟองน้อยกว่าแบบซักมือ แต่จะมีฤทธิ์กัดมือแรงกว่าแบบซักมือแน่นอน



ผงซักฟอกแบบน้ำ ต่างอย่างไรกับ ผงซักฟอกแบบผง




ข้อดีของผงซักฟอกแบบน้ำ
ไม่ทิ้งคราบผง - ผงซักฟอกแบบผง บางทีซักเสร็จจะมีคราบติดเสื้อสีดำได้ครับ แต่ว่าแบบน้ำเท่าที่ใช้มาไม่เคยเห็นผงติดเสื้อเลย เพราะไม่มีผงให้ติดไง ฮ่าๆๆๆๆๆ
โดนความชื้นก็ไม่จับตัวเป็นก้อน - ปัญหาอย่างนึงที่ผมไม่ชอบแบบชนิดผง ก็คือ เวลาโดนความชื้นนิดหน่อย ก็จับตัวเป็นก้อนล่ะ แล้วเวลาเอาไปใช้กับเครื่องซักผ้า ก้อนๆเนี่ยมันชอบละลายน้ำไม่หมด เหลือเป็นก้อนเล็กๆในช่องใส่ผงซักฟอก

ข้อเสียของผงซักฟอกแบบน้ำ
เครื่องซักผ้าหลายๆรุ่นเลย จะมีช่องให้ใส่ผงซักฟอก สำหรับการซักรอบที่ 1 และรอบที่ 2 ซึ่งถ้าเราเทน้ำยาซักผ้าลงไปทั้งสองช่อง น้ำยามันจะไหลลงไปในเครื่องซักผ้าเลย ทำให้น้ำยาซักผ้าสำหรับ รอบที่สอง ถูกนำไปใช้กับการซักรอบแรกด้วย ซึ่งปัญหานี้จะไม่เกิดกับการใช้ผงซักฟอกชนิดผงครับ
เรียบเรียงข้อมูลโดย http://www.paomwash.com/powder-soft.html


วิธีซักผ้าลูก เสื้อนักเรียนให้ขาวจั๊วะรับเปิดเทอม ใหม่เหมือนซื้อ


ใหม่เหมือนซื้อ! วิธีซักเสื้อนักเรียนให้ขาวจั๊วะรับเปิดเทอม

        ทว่าในยุคเศรษฐกิจไม่ทรงตัวอะไรที่พอจะใช้ต่อได้ก็จำต้องใช้ ใครมีพี่มีน้องก็ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เรามีวิธีมาแนะนำเพื่อประหยัดเงินในกระเป๋าเป็นสำหรับทุนรอนค่าใช้ใจและตัวลูกๆ เองก็สามารถทำเองได้ วิธีซักผ้าขาวแบบง่าย ๆโดยไม่พึ่งน้ำยาซักผ้าในท้องตลาด ซึ่งเราจะแบ่งเป็นแบบซักและแบบการขจัดรอยเปื้อนบนเสื้อผ้า คราบสกปรก เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน

โดยในกรณีที่เสื้อสีขาวกลายเป็นสีเหลืองและหมองคล้ำทั้งตัว มีวิธีแก้ไขได้ด้วยกันดังนี้

        1.ซักด้วยน้ำส้มสายชู
       คือก่อนซักผ้าให้แช่เสื้อขาวกับน้ำส้มสายชูร่วมกับผงซักฟอกในสัดส่วนปริมาณเท่าๆ กัน ทิ้งไว้ 15-30 นาที ในกรณีที่เสื้อขาวมีความคล้ำมาก อาจทิ้งไว้ข้ามคืน กรดของน้ำส้มสายชูจะช่วยกัดคราบฝังลึกให้ออกง่ายขึ้น ก่อนจะนำไปซักตามวิธีปกติ นอกจากนี้ น้ำส้มสายชูยังมีสรรพคุณช่วยคงความสดให้สีไม่กลับมาหมองคล้ำอีกด้วย
        2.ซักด้วยเบกกิ้งโซดาหรือผงฟู
       โดยขั้นตอนวิธีนี้ต้มน้ำสะอาดกับโซดาหรือผงฟูจนเดือดได้ที่ ก่อนนำเสื้อขาวลงไปแช่ เพราะเนื่องจากสารโซเดียมไบคาร์บอเนตจะสลายตัวได้เมื่อได้รับความร้อนจึงออกฤทธิ์ทำความสะอาดคราบ ระหว่างนั้นให้เรารอจนอุณหภูมิลดลงหรือทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จึงค่อยซักตามปกติ
        3.ซักด้วยน้ำอัดลม
       วิธีนี้ขั้นตอนคล้ายๆ ทั้งเรื่องการซักและการทำความสะอาดคราบของกรดอย่างน้ำส้มสายชู เพียงแต่ว่าเราต้องเลือกใช้ชนิดที่ไม่มีสี โดยผสมกับน้ำในปริมาณเท่าๆ กัน แช่เสื้อสีขาวทิ้งไว้จนสีผ้าเปลี่ยนกลายมาเป็นสีขาวเหมือนเดิมหรือทิ้งข้ามคืนเพื่อความมั่นใจแล้วค่อยซักด้วย ผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาดผ้าขาว เท่านี้เราก็ได้ผ้าขาวเหมือนใหม่คืนมา
        4.ซักด้วยน้ำมะนาว
       ควรใช้น้ำมะนาวแท้ที่คั้นออกมาจากผล เพราะจะมีกรดซิตริกที่นอกจากใช้เป็นวัตถุปรุงอาหาร เป็นสารกันหืน สารกันเสีย ยังสามารถทำความสะอาดได้อย่างที่เรารู้ๆ กัน และในเรื่องนี้ก็ยังสามารถทำให้ผ้าหมองกลับมาขาวได้อีกด้วย โดยให้คั้นน้ำมะนาว 1 ถ้วยตวงเทผสมกับผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาด รอประมาณ 15-30 นาทีก่อนซักออก
        5.ซักด้วยน้ำซาวข้าวหรือเปลือกไข่ไก่ป่น
                วิธีนี้อาจจะไม่เหมาะสำหรับคุณแม่บ้านที่ไม่ค่อยมีเวลา เพราะค่อนข้างมีรายละเอียดเยอะ ซึ่งการซักด้วยน้ำซาวข้าว ให้เรานำเสื้อลงไปแช่ในน้ำซาวข้าว ประมาณ 4-5 วัน โดยควรจะต้องเปลี่ยนน้ำซาวข้าวทุกๆ วันจนครบ จากนั้นค่อยนำมาซักตามปกติ แต่เป็นกรรมวิธีที่สืบทอดมาแต่โบราณกาล ดังนั้นรับประกันผลลัพธ์ที่จะออกมาเห็นผล
                ส่วนการซักด้วยเปลือกไข่ไก่ป่น ให้เรานำเปลือกไข่ไก่ที่ป่นละเอียดลงไปผสมกับน้ำเปล่าที่จะซัก โดยไม่ต้องผสมผงซักฟอก ทิ้งแช่ไว้ประมาณ 20-30 นาที ค่อยซักตามปกติ เสื้อหมองก็จะขาวขึ้นได้ เพราะเปลือกไข่ มีส่วนประกอบที่ใช้เป็นหนึ่งในส่วนผสมของน้ำยาฟอกขาวผ้า คือ แคลเซียมคาร์บอเนต หรือ หินปูน เปลือกไข่จึงแข็งนั้นเอง


                นอกจากนี้ในส่วนกรณีที่เสื้อขาวมีความคล้ำหมองไม่มากนัก เป็นเพียงบางแห่งหรือจุดอับที่เกิดคราบเหงื่อไคล้ได้ง่าย เราสามารถทำความสะอาดให้ผ้ากลับมาขาวก่อนและง่ายต่อการซักได้ด้วยการใช้ "สบู่" หรือ "ยาสีฟัน" ขัดในบริเวณที่มีคราบฝังแน่น กลับมาขาวจั๊วะน่าใช้เหมือนซื้อใหม่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อผ้ากลับมาขาวดังเดิมแล้วเราไม่ควรใช้สารฟอกขาวซักผ้ามากเกินจำเป็น เนื่องจากสารฟอกขาวจะทำลายเนื้อผ้าให้บางและขาดง่าย และที่สำคัญควรตากผ้าในช่วงเวลาที่แดดไม่แรงจนเกินไป เท่านี้ผ้าก็จะใหม่สดเหมือนเพิ่งซื้อออกมาจากร้านเลยทีเดียว